ข้ามไปที่เนื้อหา
โปรแกรม Therafill
โปรแกรมการรักษา

โปรแกรม Therafill

ในยุคที่คนให้ความสำคัญกับความอ่อนเยาว์แบบ "เป็นธรรมชาติที่สุด" ฟิลเลอร์ประเภทคอลลาเจนกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยหนึ่งในตัวที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในไทยคือ…

ในหน้านี้
  1. 01โปรแกรม Therafill คืออะไร?
  2. 02โปรแกรม Therafill ทำงานอย่างไร?
  3. 1) เติมเต็มริ้วรอยทันที
  4. 2) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
  5. 03ส่องดูงานวิจัย โปรแกรม Therafill สรุปผลลัพธ์จากงานวิจัย 12 เดือน
  6. ร่องแก้มตื้นลงจริงตั้งแต่เดือนที่ 3
  7. ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน
  8. มีความปลอดภัย
  9. 04Therafill เหมาะกับใคร?
  10. 05ผลลัพธ์ที่คนไข้มักบอกว่าต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป
  11. 06FAQ
  12. โปรแกรม Therafill อยู่ได้นานไหม?
  13. เจ็บไหม?
  14. ต้องฉีดกี่ครั้ง?
  15. เป็นก้อนได้ไหม?

โปรแกรม Therafill คืออะไร?

ในยุคที่คนให้ความสำคัญกับความอ่อนเยาว์แบบ “เป็นธรรมชาติที่สุด” ฟิลเลอร์ประเภทคอลลาเจนกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยหนึ่งในตัวที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในไทยคือ โปรแกรม Therafill การฉีดสารคอลลาเจนสกัดจาก porcine collagen type I ซึ่งถูกพัฒนาให้มีความปลอดภัยสูง บวมช้ำน้อย และให้ผลลัพธ์ดูเป็นผิวจริงมากกว่าฟิลเลอร์ประเภทอื่น

จากงานวิจัยในมนุษย์กว่า 12 เดือนที่ประเทศเกาหลี พบว่า Therafill สามารถช่วยลดร่องแก้มและริ้วรอยได้ดี และให้ผลเทียบเท่าคอลลาเจนชนิดอื่นในท้องตลาด โดยมีข้อได้เปรียบเรื่องความปลอดภัยและความสบายในการฉีดสูงกว่า

โปรแกรม Therafill ทำงานอย่างไร?

โปรแกรม Therafill เป็นการฉีด Collagen Type I ที่สกัดจากหมู 3% ผสมยาชา ทำให้เจ็บน้อยลงตอนฉีด ในกระบวนการผลิตจะมีการ “ตัดส่วนที่ทำให้เกิดภูมิแพ้” ออก จึงไม่จำเป็นต้องทำ skin test เหมือนคอลลาเจนวัวในยุคก่อน

เมื่อฉีดเข้าไปในชั้นผิว จะเกิด 2 กระบวนการหลัก:

1) เติมเต็มริ้วรอยทันที

ตัวเจลคอลลาเจนจะเข้าไปแทนที่ร่องผิว ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้นทันทีหลังทำ

2) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่

การมีคอลลาเจนเพิ่มเติมในผิวจะกระตุ้นการทำงานของ fibroblast ทำให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ต่อเนื่อง ผลที่ได้คือผิวดูเนียนขึ้นเรื่อย ๆ แบบไม่โป๊ะ

ทำให้ผิวดู “เป็นผิวจริง” มากกว่าฟิลเลอร์บางประเภท เน้นความเรียบเนียนแลดูเป็นธรรมชาติ

อ่านเพิ่มเติม: Atelocollagen

2) กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่

ส่องดูงานวิจัย โปรแกรม Therafill สรุปผลลัพธ์จากงานวิจัย 12 เดือน

งานวิจัยในคนเอเชียกว่า 61 คน เปรียบเทียบ โปรแกรม Therafill กับ คอลลาเจนวัว โดยฉีดคนละข้างหน้าแบบสุ่ม และประเมินผลทุก 3 เดือน พบว่า:

ร่องแก้มตื้นลงจริงตั้งแต่เดือนที่ 3

คะแนน WSRS (Wrinkle Severity Rating Scale) ของ Therafill ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเฉลี่ยลดลงประมาณ 1 ระดับตั้งแต่ช่วงแรก ๆ

ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือน

จากข้อมูล GAIS (Global Aesthetic Improvement Scale) ทั้งหมอและผู้เข้าร่วมประเมินว่าผิวดีขึ้นชัดเจนในช่วง 3–6 เดือนแรก ก่อนค่อย ๆ ลดลงทีละน้อยในเดือนที่ 9–12 ซึ่งเป็นธรรมชาติของฟิลเลอร์คอลลาเจน

มีความปลอดภัย

งานวิจัยระบุว่า ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง มีบวมเล็กน้อยในบางรายและหายเองทั้งหมด

เมื่อเทียบกับข้อมูลจากคลินิกไทย หลายเคสก็ให้ผลใกล้เคียงกัน—ช้ำน้อย ฟื้นตัวเร็ว และคนไข้มักประทับใจเนื้อผิวที่ดูเนียนละเอียดขึ้น

Therafill เหมาะกับใคร?

  • คนที่มี ริ้วรอยตื้น–ปานกลาง เช่น ร่องแก้ม มุมปาก ร่องข้างจมูก
  • คนที่ไม่อยากให้หน้าดูเปลี่ยนรูปมาก แต่ต้องการลดร่อง รอยบนหน้า
  • คนที่แพ้ง่าย และต้องการฟิลเลอร์ที่ ไม่ต้องทำ skin test
  • คนที่อยากได้ลุค เรียบเนียน ไม่วาว ไม่บวม ไม่เป็นก้อน

แต่ถ้าต้องการยกกระชับหรือเติม volume มาก ๆ เช่น คาง กราม โหนกแก้ม HA filler จะตอบโจทย์กว่า

ผลลัพธ์ที่คนไข้มักบอกว่าต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป

  • ผิวดูเรียบขึ้นแบบ ดูไม่รู้ว่าไปทำอะไรมา
  • ดูไม่โป๊ะ ไม่เป็นเงาฟิลเลอร์
  • ผิวดูละเอียดขึ้นเพราะคอลลาเจนใหม่ค่อย ๆ เพิ่ม
  • ความนุ่มของผิวดีขึ้น ไม่แข็ง ไม่เป็นไต

FAQ

โปรแกรม Therafill อยู่ได้นานไหม?

เฉลี่ย 6–12 เดือน ตามข้อมูลการติดตามในงานวิจัย

เจ็บไหม?

มียาชาในตัว จึงค่อนข้างสบายกว่าฟิลเลอร์หลายชนิด

ต้องฉีดกี่ครั้ง?

ส่วนใหญ่ฉีดครั้งเดียว เห็นผลเลย และบางรายอาจเติมอีกเล็กน้อยใน 2 สัปดาห์

เป็นก้อนได้ไหม?

ไม่ค่อยพบการเป็นก้อน เพราะเนื้อคล้ายผิวจริงมาก

สนใจปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้?

ทีมแพทย์ Skinity ยินดีประเมินและออกแบบการรักษาเฉพาะคุณ

ปรึกษา / นัดหมาย

โปรแกรมอื่น ๆ

ดูทั้งหมด
ทัก LINE รับโปร