โปรแกรม Therafill คืออะไร?
เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนภายในผิวจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ผิวบางลง ความยืดหยุ่นลดลง และเริ่มมองเห็นริ้วรอยหรือร่องผิวได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้ม ร่องข้างจมูก และริ้วรอยบางตำแหน่งบนใบหน้า
โปรแกรม Therafill เป็นการฉีด Atelocollagen Type I เข้าสู่ชั้นผิว เพื่อช่วยเติมเต็มริ้วรอยและร่องผิวระดับตื้นถึงปานกลาง จุดเด่นคือเนื้อคอลลาเจนมีลักษณะใกล้เคียงกับโครงสร้างคอลลาเจนภายในผิว จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและไม่เน้นเพิ่มวอลลุ่มหรือเปลี่ยนรูปหน้ามาก
Therafill แตกต่างจาก HA Filler ที่นิยมใช้เติมวอลลุ่มหรือปรับรูปหน้า และแตกต่างจากสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ต้องรอให้ร่างกายค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ การเลือกใช้จึงควรพิจารณาจากชนิดของริ้วรอย ชั้นผิว และเป้าหมายของแต่ละคน
Therafill ต่างจากฟิลเลอร์และสารกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร
แม้ Therafill มักถูกเรียกว่า “ฟิลเลอร์คอลลาเจน” แต่คุณสมบัติและเป้าหมายการใช้งานแตกต่างจาก HA Filler และสารกระตุ้นคอลลาเจน เช่น PLLA
| เปรียบเทียบ | Therafill | HA Filler | สารกระตุ้นคอลลาเจน |
|---|---|---|---|
| สารหลัก | Atelocollagen Type I | Hyaluronic Acid | เช่น Poly-L-lactic Acid |
| เป้าหมายหลัก | เติมริ้วรอยและร่องในชั้นผิว | เติมวอลลุ่ม ปรับรูปหน้า และเติมร่อง | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไป |
| การเห็นผล | เห็นการเติมเต็มเบื้องต้นหลังฉีด | เห็นวอลลุ่มหลังฉีด | ผลลัพธ์ค่อย ๆ ชัดขึ้น |
| ปริมาตรที่เพิ่ม | ไม่เน้นเพิ่มวอลลุ่มมาก | เลือกเพิ่มวอลลุ่มได้หลายระดับ | ไม่ได้ให้วอลลุ่มแบบเจลทันทีเท่าฟิลเลอร์ |
| ตำแหน่งที่เหมาะ | ริ้วรอยและร่องผิวที่แพทย์ประเมินแล้ว | ใต้ตา ร่องแก้ม คาง ขมับ ปาก และการปรับรูปหน้า | การฟื้นฟูความแน่นและโครงสร้างผิวในภาพรวม |
| การเลือกใช้ | ขึ้นกับชั้นผิวและชนิดของร่อง | ขึ้นกับรูปหน้าและคุณสมบัติของเจล | ขึ้นกับคุณภาพผิวและแผนการรักษาระยะยาว |
ผู้ที่ต้องการเติมวอลลุ่มบริเวณขมับ แก้มตอบ คาง หรือปรับสัดส่วนใบหน้า อาจเหมาะกับ โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ มากกว่า ส่วนผู้ที่ต้องการฟื้นฟูความแน่นของผิวในภาพรวมและยอมรับผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป อาจพิจารณา โปรแกรม Sculptra ตามการประเมินของแพทย์
Therafill ฉีดใต้ตาได้หรือไม่
บริเวณใต้ตามีผิวบางและมีโครงสร้างซับซ้อน ปัญหาที่ดูคล้ายกันอาจเกิดจากร่องใต้ตา ถุงใต้ตา เม็ดสี เส้นเลือด ผิวบาง หรือการสูญเสียปริมาตร จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า Therafill เหมาะกับใต้ตาทุกคน
หากความกังวลเกิดจากร่องลึกหรือการสูญเสียปริมาตร อาจต้องเปรียบเทียบกับ HA Filler หากเกิดจากผิวบางหรือคุณภาพผิว อาจมีทางเลือกอื่นที่ตรงกับปัญหามากกว่า ส่วนผู้ที่มีถุงใต้ตาหรือความหย่อนคล้อยชัดเจนอาจไม่เหมาะกับการเพิ่มวัสดุเติมเต็มในบริเวณนั้น
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแยกสาเหตุและทางเลือกในการดูแลได้ที่ ร่องใต้ตาเกิดจากอะไร
ขั้นตอนการทำโปรแกรม Therafill
ก่อนทำ แพทย์จะสอบถามประวัติสุขภาพ ประวัติการแพ้ยา ผลิตภัณฑ์ที่เคยฉีด และยาที่ใช้อยู่ พร้อมประเมินว่าร่องเกิดจากชั้นผิว การสูญเสียวอลลุ่ม กล้ามเนื้อ หรือความหย่อนคล้อย
ขั้นตอนโดยทั่วไปประกอบด้วย
ทำความสะอาดผิวและถ่ายภาพก่อนทำ
ประเมินตำแหน่งและวางแผนปริมาณที่จะฉีด
เตรียมผิวหรือทายาชาตามความเหมาะสม
ฉีด Therafill ลงในชั้นผิวตามตำแหน่งที่ประเมิน
ตรวจสอบบริเวณที่ฉีดหลังทำ
ให้คำแนะนำการดูแลและนัดติดตามผล
Therafill มี Lidocaine ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยลดความไม่สบายขณะฉีด แต่ระดับความรู้สึกระหว่างทำยังแตกต่างกันตามตำแหน่ง เทคนิค และความไวต่อความเจ็บของแต่ละคน
หลังฉีด Therafill เห็นผลเมื่อไร
หลังฉีดอาจสังเกตเห็นว่าร่องดูตื้นลงจากปริมาตรของวัสดุที่เติมเข้าไป แต่ควรรอให้อาการบวมและการเปลี่ยนแปลงจากรอยเข็มลดลงก่อนประเมินผล
ช่วงเวลาที่อาจพบหลังทำ ได้แก่
ทันทีหลังฉีด: ร่องอาจดูตื้นขึ้น แต่อาจมีบวม แดง หรือรอยเข็มร่วมด้วย
ประมาณ 1–2 สัปดาห์: อาการหลังฉีดส่วนใหญ่ค่อย ๆ ลดลง เหมาะกับการประเมินการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้น
ระยะติดตามผล: แพทย์อาจพิจารณาว่าจำเป็นต้องเติมเพิ่มเติมหรือไม่
ระยะยาว: ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อวัสดุคอลลาเจนถูกสลายตามธรรมชาติ
ผลลัพธ์จริงขึ้นกับบริเวณที่ฉีด ปริมาณ ชั้นผิว อายุ การแสดงสีหน้า การสูบบุหรี่ การได้รับแสงแดด และการตอบสนองของเนื้อเยื่อแต่ละคน
Therafill อยู่ได้นานแค่ไหน
งานวิจัยที่ศึกษาการฉีด Therafill บริเวณร่องแก้มติดตามผู้เข้าร่วมเป็นเวลา 12 เดือน พบว่าคะแนนความรุนแรงของร่องแก้มยังดีกว่าก่อนรักษาในช่วงติดตาม แต่ระดับความพึงพอใจและการประเมินความเปลี่ยนแปลงเริ่มลดลงหลังประมาณเดือนที่ 6
ข้อมูลนี้หมายความว่า Therafill อาจยังมีผลที่ตรวจวัดได้ระหว่างการติดตาม 12 เดือน แต่ไม่ควรตีความว่าทุกคนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเท่ากันตลอด 12 เดือน ผลลัพธ์และช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำต้องประเมินเป็นรายบุคคล
Therafill ต้องฉีดกี่ครั้ง
ไม่มีจำนวนครั้งที่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่มีร่องขนาดเล็กอาจรับการรักษาครั้งเดียวและนัดติดตามผล ขณะที่ผู้ที่มีร่องชัดหรือมีปัญหาหลายตำแหน่งอาจต้องแบ่งการรักษาออกเป็นหลายครั้ง เพื่อควบคุมปริมาณและประเมินการตอบสนองของผิว
แพทย์อาจนัดประเมินประมาณ 1–2 สัปดาห์หลังทำ เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องเติมเพิ่มเติมหรือไม่ จำนวนครั้งและปริมาณควรพิจารณาจากสาเหตุของร่องและสภาพผิวของแต่ละคน
ผลข้างเคียงของ Therafill
อาการที่อาจพบหลังการฉีดวัสดุเติมเต็ม ได้แก่
รอยเข็ม บวม แดง หรือเจ็บบริเวณที่ฉีด
รอยช้ำ
ตุ่มนูนหรือความแข็งชั่วคราว
ผิวไม่เรียบหรือไม่สมมาตร
การอักเสบ การติดเชื้อ หรือปฏิกิริยาแพ้
ก้อนหรือตุ่มที่คงอยู่นานกว่าปกติ
การศึกษาร่องแก้มในผู้เข้าร่วม 61 คนไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง โดยกลุ่ม Therafill พบอาการบวมบริเวณฉีดหนึ่งรายและอาการหายได้โดยไม่เหลือผลระยะยาว อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ครอบคลุมเฉพาะกลุ่มตัวอย่างและตำแหน่งร่องแก้ม จึงไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่เกิดผลข้างเคียงในผู้รับบริการทุกรายหรือตำแหน่งอื่น
งานวิจัยดังกล่าวได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากบริษัทผู้ผลิต จึงควรพิจารณาผลร่วมกับข้อจำกัดของการศึกษา
เช่นเดียวกับวัสดุเติมเต็มชนิดฉีดอื่น ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยแต่มีความรุนแรงคือการฉีดเข้าไปในหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง เกิดเนื้อเยื่อเสียหาย ความผิดปกติทางการมองเห็น หรือตาบอดได้
หากมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติ ผิวซีดเป็นบริเวณ สีผิวเปลี่ยน มองเห็นผิดปกติ หรือมีอาการทางระบบประสาทหลังฉีด ต้องติดต่อคลินิกหรือรับการรักษาทันที
การเตรียมตัวก่อนฉีด Therafill
ก่อนเข้ารับบริการควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้ให้แพทย์
ประวัติแพ้ยา ยาชา อาหาร หรือโปรตีนจากสัตว์
ประวัติการแพ้รุนแรงหรือ Anaphylaxis
โรคประจำตัวและโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
ยา วิตามิน และอาหารเสริมที่รับประทานอยู่
ประวัติการฉีดฟิลเลอร์หรือวัสดุเติมเต็มบริเวณเดียวกัน
ประวัติเริม สิวอักเสบ ผื่น หรือการติดเชื้อบนใบหน้า
ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำ และไม่ควรทำหัตถการในช่วงที่ร่างกายไม่สบายหรือผิวกำลังอักเสบ
ผู้ที่ใช้ยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดต้องปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยา ไม่ควรหยุดยาเองเพื่อเตรียมฉีด
การดูแลหลังฉีด Therafill
หลังทำสามารถดูแลผิวเบื้องต้นได้ดังนี้
หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีด นอกจากแพทย์แนะนำ
เลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ซาวน่า อบไอน้ำ และความร้อนจัดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก
งดดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงแรกหากมีอาการบวมหรือรอยช้ำ
ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยน
ทาครีมกันแดดและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด
สังเกตอาการผิดปกติและมาตามนัดติดตามผล
อาการบวมและรอยเข็มควรค่อย ๆ ดีขึ้น หากอาการปวด บวม แดง หรือร้อนมากขึ้นแทนที่จะลดลง ควรติดต่อคลินิกเพื่อรับการประเมิน
งานวิจัยเกี่ยวกับ Therafill บอกอะไร
งานวิจัยในวารสาร Journal of Korean Medical Science ศึกษาผู้เข้าร่วมชาวเอเชีย 61 คนที่มีร่องแก้มระดับเล็กน้อยถึงรุนแรง โดยออกแบบเป็นการศึกษาแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และฉีดแบบ Split-face กล่าวคือ ใบหน้าข้างหนึ่งได้รับ Therafill ส่วนอีกข้างได้รับคอลลาเจนจากวัวเพื่อใช้เปรียบเทียบ
ผู้วิจัยประเมินผลที่เดือน 3, 6, 9 และ 12 พบว่า
คะแนนความรุนแรงของร่องแก้มดีขึ้นหลังฉีด
ผลของ Therafill ใกล้เคียงกับคอลลาเจนจากวัวตลอดการติดตาม
ความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ทั้งสองไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
คะแนนการประเมินความเปลี่ยนแปลงลดลงหลังเดือนที่ 6
ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงในการศึกษานี้
ดังนั้น ข้อสรุปที่เหมาะสมคือ Therafill ให้ผลสำหรับการดูแลร่องแก้มใกล้เคียงกับคอลลาเจนจากวัวที่ใช้เปรียบเทียบ ไม่ใช่การยืนยันว่า Therafill ให้ผลดีกว่าฟิลเลอร์ทุกชนิด หรือใช้ได้ผลเท่ากันในทุกตำแหน่งบนใบหน้า
ทำไมต้องประเมินก่อนฉีด Therafill
การมองเห็นร่องบนใบหน้าไม่ได้หมายความว่าต้องเติมด้วยวัสดุชนิดเดียวเสมอไป ตัวอย่างเช่น ร่องแก้มอาจเกิดจากผิวบาง ไขมันแก้มเคลื่อนตัว การสูญเสียกระดูก หรือความหย่อนคล้อย หากเติมเฉพาะตัวร่องโดยไม่ได้ประเมินสาเหตุหลัก อาจต้องใช้ตัวยาปริมาณมาก แต่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริง
การประเมินก่อนฉีดจึงมีเป้าหมายเพื่อ
แยกว่าปัญหาเกิดในชั้นผิวหรือโครงสร้างที่ลึกกว่า
เลือก Therafill, HA Filler หรือการรักษาอื่นให้ตรงกับปัญหา
กำหนดตำแหน่ง ชั้นผิว และปริมาณอย่างเหมาะสม
ลดการใช้วัสดุเติมเต็มที่ไม่จำเป็น
วางแผนติดตามผลและจัดการอาการหลังฉีด
Skinity Clinic ออกแบบแผนการรักษาตามสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และเป้าหมายของแต่ละคน โดยไม่จำเป็นต้องเลือกหัตถการจากชื่อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
สรุปโปรแกรม Therafill
โปรแกรม Therafill เป็นการฉีด Atelocollagen Type I เข้าสู่ชั้นผิว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยปรับริ้วรอยและร่องบนใบหน้าแบบชั่วคราว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเติมร่องในระดับชั้นผิวโดยไม่เน้นเพิ่มวอลลุ่มหรือปรับรูปหน้ามาก
Therafill ไม่ได้เป็นคำตอบสำหรับทุกปัญหา ร่องที่เกิดจากการสูญเสียวอลลุ่ม ความหย่อนคล้อย กล้ามเนื้อ หรือโครงสร้างกระดูกอาจต้องใช้วิธีอื่นหรือใช้การรักษาร่วมกัน การประเมินโดยแพทย์จะช่วยให้เลือกวัสดุ ตำแหน่ง และปริมาณได้เหมาะสม พร้อมอธิบายผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ